รายละเอียดบทความ

ริ้วรอย และ Anti-Aging

ริ้วรอย และ Anti-Aging

 

เป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนเราที่ผิวพรรณจะร่วงโรยและเหี่ยวย่นไ ปตามวัยทำให้เกิดเป็นริ้วรอยตามใบหน้าและเนื้อตัว แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่ริ้วรอยเข้ามาเยือนก่อนเวลาอันควร บางคนอายุยังไม่ถึง 40 ดีด้วยซ้ำไป ซึ่งริ้วรอยเริ่มมาเยือนแล้ว ของความเหี่ยวย่นเหล่านี้จะปรากฏให้เห็นเด่นชัดที่สุดก็ตรงบริเ วณหางตาที่เขา เรียกกันว่า “ ตีนกา ” หรือรอยย่นบริเวณร่องแก้ม ขมับ หว่างคิ้ว เป็นต้น

ลักษณะการแก่ของผิวหนังเกิดขึ้นได้ ลักษณะคือ แก่ตามวัยเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นช้าๆจากผิวหนังที่เต่งต ึงไปสู่ผิวหนังที่บางและเหี่ยวย่นซึ่งจะเริ่มเห็นชัดเจนเมื่ออา ยุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป และการแก่จากถูกแสงแดดเป็นการเปลี่ยนแปลงจากการได้รับรังสีอัลต ร้าไวโอเล็ตในแสงแดดมากเกินไป จะเห็นชัดบริเวณที่ถูกแสงแดด โดยจะเกิดจุดด่างดำที่เรียนกว่ากระ อาจเป็นได้ทั้งกระสีน้ำตาล หรือกระขาว เกิดรอยย่น เป็นต้น 

สาเหตุหรือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดการเสื่อมของสภาพผิวก่อน วัยอันควร หรือที่เรียกว่า แก่ก่อนวัย นั้น ยังมีสาเหตุมาจากปัจจัยอื่นๆ อีก เช่น กรรมพันธุ์ สภาพแวดล้อมที่อยู่ ซึ่งรวมถึงอาหารการกินและสิ่งเสพติด ความเครียด การลดลงอย่างเฉียบพลันของฮอร์โมนเพศหญิง ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุให้เซลล์เสื่อมได้มากขึ้นด้วย 

“ 
แสงแดด ” นับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนเราแก่แถมยังเป็นการแก่ก่อนวัย ด้วย เพราะ 80% ของการเสื่อมของผิวหนังเกิดจากแสงแดด หรืออย่างเช่นคนที่ขับรถกลางแดดจ้าๆ โดยไม่สวมแว่นกันแดดทำให้ต้องหยีตาตลอดเวลา ก็เป็นผลให้เกิดเป็นรอยตีนกาได้ รวมถึงกิริยาอาการของแต่ละบุคคลด้วย เช่น เป็นคนชอบยักคิ้วหรี่ตา ขณะสนทนา หรือฉีกยิ้มกว้างๆ สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นที่มาของริ้วรอยทั้งสิ้น 

แต้ถ้าจะว่ากันตามหลักทางการแพทย์แล้วทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับแ ละเชื่อว่าเป็นที่มา ของริ้วรอยก็คือ “ 
ทฤษฎีอนุมูลอิสระ ” ซึ่งว่ากันว่าการเสื่อมของร่างกายมนุษย์จะเริ่มตั้งแต่อายุก้าว พ้นวัย 20 ปีขึ้นไป โดยทุกส่วนของร่างกายจะมีการเสื่อมลงพร้อมๆกันไม่ว่าจะเป็นผิวห นัง ปอด ตับ กระดูก ฯลฯ เพียงแต่การเสื่อมที่เกิดจากภาพในเราไม่สามารถมองเห็นได้ ไม่เหมือนกับผิวและผมที่อยู่ภายนอก 

หลักปฏิบัติในการชะลอริ้วรอย

1.     หลีกเลี่ยงแสงแดด
พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดจ้าในช่วงเวลา 10.00-15.00 น. เพราะเป็นช่วงที่มีรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) สูงสุด และหากเลี่ยงไม่ได้จริงๆก็ควรทายากันแดดที่มีค่า SPF (Sun Protecting Factor) อย่างน้อย 15 ขึ้นไป โดยทาก่อนออกแดดประมาณ 15-30 นาที ที่สำคัญคือควรเลือกใช้ชนิดที่ไม่มีน้ำหอมเจือปน เพื่อป้องกันอาการแพ้ที่อาจเกิดขึ้นเสมอ

2.    หลีกเลี่ยงการกดทับ 
ท่านอนนับเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการนอนท่าเดิมตลอดเวลาจะทำให้เกิดรอยย่นในด้านที่ถูกทับได ้ ฉะนั้นจึงควรเปลี่ยนท่านนอนบ่อยๆ และใช้หมอนทางเตี้ย เพื่อป้องกันผิวหนังย่นจากรอยทับ พยายามหลีกเลี่ยงการบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าซ้ำๆเพราะจะให้รอยย่นเด่นชัดขึ้น และเมื่อต้องอยู่กลางแดดจ้า ก็ควรที่จะสวมแว่นกันแดด หมวกหรือกางร่ม เพื่อลดอาการหยีตาซึ่งจะเพิ่มรอยตีนกาบริเวณหางตาให้มากขึ้น

3.     หมั่นดูแลผิวให้ชุ่มชื้น
ผิวหนังของคนเราจะมีส่วนประกอบของน้ำอยู่เกือบ 90% ที่เหลือจะเป็นส่วนของไขมัน และ Moisturizing Factor ซึ่งเป็นตัวอมน้ำไม่ให้ระเหยออกไปจากผิว ดังนั้นจึงควรมีการเติมอาหารให้ผิวด้วยโลชั่นหรือครีมที่มีส่วนผสม Moisturizer เพื่อคืนความชุ่มชื้นให้กับผิวพรรณเสมอ และเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนก็ ควรให้ร่างกายได้รับฮอร์โมนทดแทนในปริมาณที่เหมาะสมก็จะช่วยให้ ผิวหนังมีความยืดหยุ่นได้ดี

4.     ใส่ใจอาหาร - ต่อต้านสิ่งเสพติด
พยายามบังคับตนเองรับประทานอาหารให้ครบหมู่ โดยเฉพาะวิตามินเอ ซี และอี ซึ่งมีสาร Antioxidants (แอนตี้ออกซิแดนท์)ที่มีคุณสมบัติชะลอการเสื่อมของผิวหนังดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว และงดเว้นการสูบบุหรี่ ดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีแอลอฮอล์ซึ่งเป็นตัวบ่อนทำลายเซลล์ผิวหนังให้เสื่อมเร็วกว่าวัยอันควร

5.     พักผ่อน - ออกกำลังกาย - คลายเครียด
การพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอจะช่วยให้ผิวพรรณสดใส ขณะที่การออกกำลัยกายก็มีความสำคัญในด้านที่จะช่วยให้ระบบโลหิต ไหลเวียนดีขึ้นทำให้ผิวหนังได้รับสารอาหารและออกซิเจนเพิ่มมากข ึ้น ส่วนการทำจิตใจสดใสคลายเครียดนั้นก็เหมือนกับการผ่อนคลายกล้ามเ นื้อไปในตัว

 

ส่วนในกรณีที่มีผิวหยาบกร้านหรือริ้วรอยเกิดขึ้นแล้ว ก็อาจต้องเพิ่มขึ้นตอนการบำรุงที่มากเป็นพิเศษช่วยด้วย โดยการจัดการกับเซลล์ที่กร้านหรือแก่ให้หลุดลอกออกไปให้ผิวใหม่ เกิดขึ้นมาทดแทนด้วย ซึ่งนับเป็นวิธีการลบริ้วรอยความเหี่ยวย่นของผิวพรรณที่ค่อนข้า งได้ผล 

ขั้นตอนการลบริ้วรอยที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน

 

Chemical Peeling

 

Alpha Hydroxy Acids (AHA) เป็นการลบริ้วรอยด้วยกรดผลไม้ ซึ่งจะได้จากการหมัก อ้อย ส้ม มะนาว มะขาม แอปเปิ้ล และยีสต์ เป็นต้น 

AHA 
ที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาดส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของครีมบำรุงผิวป
 ระเภทไนท์ครีม หรือครีมทาก่อนนอน เพื่อกระตุ้นให้เซลล์ที่แก่หลุดลอกออกไปให้เซลล์ใหม่ที่อ่อนกว่ าขึ้นมาทดแทน 

กรดวิตามิน เอ เป็นยาอีกตัวที่ได้รับความนิยมใช้ในวงการความสวยความงามส่วนใหญ ่จะมีวางจำหน่ายในรูปของยารักษาสิว ไม่ค่อยนิยมใช้ลอกหน้าเท่าที่ควรแต่ปัจจุบันนี้ทางคณะกรรมการอา หารและยาของสหรัฐอเมริกาได้อนุมัติให้ใช้สาร Tretinoin (เตรทตินอยน์) ซึ่งเป็นกรดวิตามินเอร่วมกับอีโมเลียนท์ครีมที่ให้ความชุ่มชื้น และป้องกันการสูญเสียความชุ่มชื้น ซึ่งเป็นครีมลบริ้วรอยและกันแดดตัวเดียวในอเมริกาที่ได้รับการรับรองผลการรักษา 

หลักการทำงานของ
 Tretinoin ก็คือการทำให้เซลล์เก่าหลุดลอกออกไป และมีการกระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังแท้เกิดขึ้นมาแทนที่ ซึ่งก็คือหลักการเดียวกับการใช้กรด AHA ที่มีความเข้มข้นสูงในการลบริ้วรอย แต่ให้ผลที่ดีกว่ามาก 

อย่างไรก็ดี การลบริ้วรอยด้วย
 Tretinoin จะต้องใช้เวลา 4-6 เดือน ส่วน AHA ต้องใช้เวลาที่นานกว่าและต้องใช้ความเข้มข้นที่เหมาะสม รวมทั้งต้องใช้ครีมกันแดดร่วมด้วยเพื่อป้องกันการแพ้จากแสงแดด ที่สำคัญคือต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าใบหน้าจะเต่งตึงดังใจแล้วก็ตาม

 

Surgical procedures 

 

เนื่องจากกรรมวิธีต่างๆที่กล่าวมาต้องใช้เวลาที่นาน จึง ยังไม่เป็นที่ถูกใจคุณผู้หญิงที่ต้องการสวยแบบปัจจุบันทันด่วนเ ท่าที่ควร วีธีการศัลยกรรมตกแต่ง ต่างๆจึงเข้ามามีบทบาทในธุรกิจความสวยความงามหลายต่อหลายวิธีด้วยกัน


การลอกหน้า หรือการทำ “ Baby face ” เป็นวิธีการที่ช่วยเนรมิตให้ใบหน้าอันเหี่ยวย่นของคุณผู้หญิง

เต่งตึงขึ้นมาในเวลาเพียงไม่กี่วัน ซึ่งการทำเบบี้เฟซจะมีการลอกหน้า แบบด้วยกัน คือ แบบตื้น แบบปานกลาง และแบบลึก 


การทำเบบี้เฟซตามคลินิกความงามทั่วไปมักใช้สารที่มีชื่อเรียกว่ า
 “ ฟีนอล ” ซึ่งเป็นตัวยาที่ค่อนข้างจะให้โทษมากกว่าคุณ เพราะจากการศึกษาพบว่าฟีนอลทำให้เกิดการเต้นของหัวใจผิดปกติซึ่ งอาจทำให้เสียชีวิตได้ ฉะนั้นหากต้องการทำจริงๆก็ควรเลือกที่ที่มีแพทย์ผิวหนังประจำจะปลอดภัยกว่า 

การกรอหน้า
 เป็นวิธีที่ทำ เพื่อให้เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วหลุดลอกซึ่งเป็นกรรมวิธีเก่ากลั บมานิยมใหม่ โดยอันตรายของการกรอหน้าอยู่ที่แรงกดในการกรอหรือความลึกของผิว หนังที่กรอออกไป เพราะถ้าหากกรอลึกเกินไปอาจทำให้เป็นแผลเป็นแบบถาวร แต่วิธีใหม่ที่กำลังมาแรง คือ กรอด้วยแสงเลเซอร์ ( Laser Dermabrasion ) ซึ่งกรอความลึกได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ แต่ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้ชำนาญ และต้องระวังรอยดำที่เกิดขึ้นหลังการทำด้วย 

นอกจากนี้ยังมีการศัลยกรรมให้ผิวพรรณดูเต่งตึงขึ้นยังทำได้หลายวิธี
 อาทิ ฉีดซิลิโคน โบท๊อก ฉีดไขมัน หรือสาร Collagen ซีงเป็นโปรตีนที่ได้จากวัวและแกะ เพื่อเพิ่มรอยให้ตื้น สิ่งที่ควรระวังคือการแพ้และการติดเชื้อ

จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นการศัลยกรรมด้วยกรรมวิธีใดๆก็ล้วนแต่ให้โทษต่อร่าง กายทั้งสิ้น ดีไม่ดียังเกิดอันตรายถึงชีวิตได้อีกด้วย 

แพทย์ผิวหนังส่วนใหญ่จึงแนะนำให้ใช้วิธีการทางโภชนาการซึ่งเป็น
 วิธีธรรมชาติผสมประสานกับการลบริ้วรอยและบำรุงผิวพรรณจากภาพนอก ด้วยครีมหรือโลชั่นและ ต้องไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับการออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ พร้อมๆกับการทำจิตใจให้แจ่มใสอยู่เสมอ 

แม้กรรมวิธีเช่นนี้จะช่วยให้สวยช้ากว่าการศัลยกรรมด้วยเทคโนโลย
 ีสมัยใหม่ แต่ก็นับเป็นกรรมวิธีเสริมความงามที่ปลอดภัยที่สุด และจะได้ความสวยที่คงทนยั่งยืน

 

ผู้ลงบทความ : LookAngun